ตอนนี้ขอลงใหม่อีกรอบนะคะ เนื่องจาก เขียนแล้วกลับไปแก้ เขียนแล้วกลับไปแก้ แหะๆๆๆ
 
เลยลงใหม่เลย เปลี่ยนชื่อตัวละครแล้วเปลี่ยนบทบางประโยคด้วย
 
รอบนี้เลยลงแบบเต็มตอน
 
ฝากด้วยนะครับบ
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 

บทที่ 1

 

                มนตรา คาถา คำสาป สิ่งแปลกประหลาดที่ปรากฏนามอยู่บนโลกและไม่สามารถอธิบายได้อาจเป็นที่น่าสนใจของผู้ที่ชอบเรื่องเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ  แต่นั่นหนึ่งในนั้นไม่ใช่ผมแน่

                ผมชื่อฮันเตอร์ เกรฟอร์ ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าผมเป็นผู้ชายหน้าสวยแต่ไม่ได้หลงตัวเองแล้วผมก็ชอบผู้หญิงด้วย เรื่องอายุไม่สำคัญ เอาเป็นว่าถ้าเทียบแล้วก็สมควรจะอยู่มัธยมปลายปี1 ครั้งเมื่อยังเด็กกว่านี้มักจะถูกเพื่อนเรียกว่าไอ้เฉิ่มไม่ก็ห่วยเพราะทรงผมกระเซอะกระเซิงราวกับไม่ได้หวีมาเป็นปี แถมยังมีนิสัยเข้ากับคนอื่นไม่ค่อยได้ ดูเฉื่อยชาไม่แคร์โลก แต่ผมไม่สนใจหรอกตราบใดที่ผมไม่ได้เป็นไอ้งั่งจริงๆล่ะก็นะ ที่บ้านผมเป็นร้านขายของชำ ซึ่งเพิ่งจะปิดกิจการไปไม่นานแต่หวังว่าจะเปิดใหม่ในอีกไม่ช้า ส่วนเหตุผลที่ปิดน่ะเหรอ ผมมีเอี่ยวในเรื่องนี้ก็แล้วกัน

                หลังจากที่ร้านปิดตัวลง ครอบครัวของผมก็ย้ายไปอยู่ที่บ้านของยายแถวชานเมือง ส่วนผมถูกคุณแม่และคุณยายที่รักจัดการเรื่องที่เรียนใหม่ให้โดยไม่ถามผมซักกะแอะว่าอยากมารึเปล่า พวกท่านตัดหางปล่อยวัดส่งมาโรงเรียนประจำกลางป่าที่ต่างจากโรงเรียนทั่วไปเล็กน้อย ซึ่งนั่นเป็นจุดกำเนิดของเรื่องทั้งหมด

                “น้องที่เป็นผู้ชาย หอจะอยู่โซนซ้ายมือนะครับ หอ1 2 3 4 มาทางนี่ครับ”  รุ่นพี่ตะโกนแข่งกับเสียงจอแจของเด็กใหม่นับร้อยที่ยืนยัวะเยี๊ยะอยู่บนลานกว้างหน้าโรงเรียนขนาดยักษ์ทรงยุโรปโบราณ เขาแอบหันหลังไปไอนิดหน่อยเมื่อพูดเสร็จแล้วเดินนำไปตามด้วยกลุ่มเด็กชายที่ปลีกตัวออกจากพวกผู้หญิง รุ่นพี่ฝ่ายหอหญิงก็ทำแบบเดียวกัน ไม่นานเด็กก็ถูกแบ่งเป็น2กลุ่มใหญ่

ในตอนที่กำลังวุ่นวายผมก็ดันถอยไปเหยียบเท้าใครก็ไม่รู้เข้า

                “โอย! จะถอยมาก็ระวังหน่อยสิ นายเหยียบเท้าฉันนะ!”

                เสียงแว้ดๆทำให้รู้ทันทีว่าเป็นผู้หญิง ผมหันไปขอโทษเธอแล้วแต่เธอยังชักสีหน้าใส่ ผมเลยยกเท้าออกแล้วหันกลับทำเป็นไม่สนใจ รู้ล่ะว่าผมผิด แต่หมั่นไส้แฮะ ขอโทษแล้วยังไม่พอใจอีก

                “ไม่ได้ยินรึไงว่านายเหยียบเท้าฉัน”  ผู้หญิงคนนั้นเค้นเสียงย้ำคำเดิม

                ผมหันกลับไป  “จะให้ฉันขอโทษก็ทำหน้าดีๆสิ แค่เหยียบเท้าทำหน้าอย่างกับฉันไปเหยียบหมาเธอตาย ชักหน้าใส่อยู่ได้ ผู้หญิงอะไรไม่น่ารักเลย อีกอย่างฉันเองก็ขอโทษเธอแล้วด้วยเมื่อกี้ไม่ได้ยินรึไง ยังต้องการอะไรอีก”

                พอได้ยินแบบนั้นดูเหมือนเธอจะอึ้งไปนิดๆ แต่ไม่รู้ว่าอึ้งกับคำพูดหรืออะไรกันแน่เพราะเอาแต่มองหน้าผมแล้วเงิบไปซักพักก่อนจะยกกระเป๋าสะพายใบเล็กๆแบบที่พวกผู้หญิงชอบใช้กันฟาดไหล่ผมอย่างแรงแล้วถลึงตาใส่ เดินกระทืบเท้าจากไป

                “งี่เง่า!”  เสียงนั่นพูดจงใจจะให้ได้ยิน

                “เฮอะ”  ผมพ่นลมออกจมูกมองตามไป ความจริงเธอก็หน้าตาน่ารักอยู่หรอก ปากนิดจมูกหน่อย ตากลมโตแต่คม ผมบ๊อบสั้นสีอัลมอนด์ ผิวขาวถึงขั้นซีดเลยแหละ ตัวสูงในระดับสายตาผมพอดีราวๆ159เซน.น่าจะได้ มาในชุดไพรเวทสีเขียวขาวกับกางเกงขาสั้นสีขาว ผมไม่ได้โรคจิตมองผู้หญิงหรอกนะแค่ว่าเวลามองต้องมองตั้งแต่หัวจรดเท้าเพื่อพิจารณาเท่านั้นเอง แล้วก็ เธอจะน่ารักกว่านี้มากถ้าไม่ทำหน้าแบบนั้นใส่ผมอ่ะนะ

                ผมละสายตาจากคนๆนั้น กระชับกระเป๋าเดินทางในมือแล้วเดินตามคนอื่นๆเมื่อแถวมีการเคลื่อนไหว หอชายที่นี่มี4หอเรียงแบบขนานเป็นหอคู่กับหอคี่ โดยหอ2และ4อยู่ข้างในติดกับป่า ผมก้มมองหมายเลขหอในเอกสารที่ถูกส่งไปที่บ้าน ผมได้อยู่หอ2  รุ่นพี่เริ่มแบ่งเด็กตามหอพักที่ได้อีก ผมปลีกตัวจากกลุ่มแอดอัดไปยืนท้ายๆแถวของเด็กหอ2 แถวค่อยๆทยอยเข้าไปในตัวหอพัก ผมเห็นว่าแถวยังอีกยาวเลยวางเป้ลงแล้วนั่งทับใช้แทนเก้าอี้ หยิบเอกสารฉบับอื่นออกมาจากซองสีตาล มีทั้งปฏิทินกิจกรรมในเทอมนี้ เอกสารแบบฟอร์มของนักเรียน การประชุมปฐมนิเทศ ตอนนี้ผมให้ความสนใจกับแบบฟอร์มของโรงเรียนมากกว่าเรื่องอื่น เป็นชุดสูทสีน้ำเงิน เนคไทสีกรมท่า ด้านในเป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวติดกระดุมคอมัธยมต้นเป็นกางเกงขาสั้นส่วนมัธยมปลายจะเป็นขายาว ดูๆแล้วมันก็เหมือนที่อื่นๆเว้นแต่ว่าผมไม่เคยใส่สูทก็เท่านั้นแหละเลยรู้สึกแปลกตานิดหน่อย

                “เจ้าหนู มัวแต่นั่งอ่านเดี๋ยวก็ไม่ได้เข้าหอหรอก” 

                อยู่ดีๆกระดาษในมือผมก็ถูกดึงออกไปจากมือข้างบน ผมเงยหน้ามองอย่างไม่ชอบใจนักที่มีคนมาเรียกว่า ‘เจ้าหนู’  มีผู้ชายที่ท่าจะเป็นรุ่นพี่ดูจากฟอร์มนักเรียนแล้วที่เด็กใหม่ยังไม่มีมายืนอยู่ข้างหลัง เขาฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าผมหันไปให้ความสนใจเขามากกว่ากระดาษในมือซึ่งตอนนี้มันหลุดไปอยู่ที่เขา

                “อย่าเรียกผมว่าเจ้าหนูนะ”

                “โอ๊ะ ดุซะด้วย”  เขาไม่ได้สนใจที่ผมพูดซักนิด  “เอางี้นะ ถ้านายมองรอบๆตัวบ้างจะรู้ว่าทุกคนเขาเข้าหอไปหมดแล้วล่ะ”

                ผมเหลือกตา ลุกขึ้นยืนแล้วแบมือใส่  “ขอบคุณที่เตือนครับ ขอเอกสารผมคืนด้วย”

                “เอกสารนี่ไม่จำเป็นต้องใช้หรอก พอไปที่ร้านเดี๋ยวเขาก็จัดให้เองนั่นแหละ ทั้งเซ็ตเลย”

                เขายังคงพูดพร่ำอะไรก็ไม่รู้ แต่พอเห็นว่าผมยังยืนนิ่งจะเอาเอกสารคืนให้ได้เลยยักไหล่ยอมส่งกระดาษในมือให้แต่โดยดี

                พอผมยืนขึ้นแล้วถึงได้รู้ว่าเป็นรุ่นพี่ที่ตัวเล็กมาก ผมสูงแค่171เอง รุ่นพี่ยังตัวเล็กว่าผมอีก แถมหน้าตานั่นดูน่าจะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอีก ถ้าไม่ใช่ชุดฟอร์มผู้ชายก็คงคิดว่าเป็นผู้หญิงไปแล้ว

                “นายนี่น้า ไม่เห็นต้องทำหน้าเคร่งขนาดนั้นเลย”  เขาพูดแล้วจู่ก็ยกนิ้วขึ้นมาดีดหน้าผากผมดังป็อก

                “โอย เจ็บนะ! พี่ทำอะไรน่ะ!”  ผมยกมือกุมหน้าผากที่โดนดีด

                “ต้อนรับเด็กใหม่ ฉันเรนเดล ไฮเพิร์ด ปี2 คณะกรรมการหอพัก2 ก็อย่างที่นายเห็น ฉันเป็นรุ่นพี่”  เขายังไม่เลิกยุ่งกับอวัยวะบนหน้าของผมด้วยการเอานิ้วชี้มาจิ้มๆดันๆจมูกผมจนรั้นขึ้น  “รุ่นพี่ถูกเสมอเพราะงั้นเชื่อฟังด้วยนะครับ <3”

                ผมรู้สึกแหม่งๆกับไอ้หัวใจที่โผล่อยู่ท้ายประโยคนั้น แต่เรื่องนั้นช่างมันเถอะ

                กวนตีน!!

                “เลิกยุ่งกับจมูกผมซักทีเหอะ”  ผมปัดมือนั่นออก เรนเดลทำหน้ายู้

                “ไม่น่ารักเลยน้า”

                “ผมไม่รู้สึกอะไรกับประโยคนั้นหรอกนะครับ เพราะเพิ่งเอาไปว่าผู้หญิงเมื่อกี้เอง”

                “อะไรนะ นายว่าผู้หญิงเหรอ”  เขาหัวเราะแล้วชำเลืองมองผมอย่างมีเลศนัย แน่นอนว่าผมอ่านสายตานั่นออก

                “เขามาชักหน้าใส่ ผมไม่ชอบ ถึงผมจะไปเหยียบเท้าเขาก่อนก็เถอะ”

                “เอาเถอะๆ ฉันไม่ยุ่งเรื่องของนายหรอก ไปๆเข้าหอได้แล้ว”  เขายิ้มๆ  “นายจะต้องไปรับกุญแจที่ห้องคณะกรรมการ อยู่ข้างในสุด ชั้น1นั่นแหละ เดินตรงไปเลี้ยวขวา ห้องจะอยู่ในหลีบ มุมมืดๆ” 

                ผมพยักหน้างึกงักหยิบเป้ขึ้นสะพาย เรนเดลเดินไป2-3ก้าวแล้วก็หันกลับมาอีก

“นายน่าจะยิ้มบ้างนะ หน้าออกจะสวยแบบนั้น”

“ไม่ดีใจที่มีคนชมแบบนั้นเลยครับ”  ผมแทบจะสวนกลับไปในทันที  “รุ่นพี่เองก็เหอะ ไม่เหมือนผู้ชายเลยซักนิด”

“สนใจฉันมั้ยล่ะ <3”

“ผมชอบผู้หญิงครับ”  ผมตอบหน้าตาย คนตัวเล็กหัวเราะลั่น

“ฉันก็ไม่ได้ชอบผู้ชายเหมือนกันนั่นแหละ”  เขาทิ้งท้ายแล้วเดินจากไป ทิ้งไว้แต่แผนที่ทางไปห้องรับกุญแจผ่านสายลมลอยมาเข้าหัวผม

ผมเดินเข้าไปในหอพัก ที่นี่ว่ากันว่าสร้างมาเมื่อ100ปีที่แล้ว ทรงอาคารเลยเป็นทรงโบราณ ก่อด้วยอิฐแดงสูงขึ้นไป3ชั้น ภายในหอพักเป็นสีน้ำเงินทึบ พื้นถูกปูด้วยพรมสีแดง  เฟอร์นิเจอร์ท่าทางหรูตั้งจัดเรียงรายเต็มไปหมด นาฬิกาลูกตุ้มสีน้ำตาลแก่ตั้งอยู่มุมห้องใกล้บันไดวน  โคมไฟสีขาวสว่างติดตามกำแพงส่องแสงสลัวๆ ที่นี่จัดห้องโถงได้สวยทีเดียว แต่ไม่ได้น่านั่งอ่านหนังสือเลยซักนิด ยังมีเด็กบางคนเตรียม

                ผมมองไปรอบๆหาทางไปห้องที่ว่ามีป้ายติดบนกำแพงเขียนไว้ว่า ‘กรุณางดใช้แสงจากนี้ไปจนกว่าจะเจอประตูอีกบาน’ ผมงงๆแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรคิดว่าอย่างน้อยคงจะมีแสงจากหน้าต่าง หลังจากเดินเข้ามาได้ซัก2-3ก้าวก็พบว่าโคมไฟบริเวณทางเดินถูกปิดทุกดวง แถมไม่มีหน้าต่างที่คิดไว้ก็ไม่มีซักบาน  มืดตื๋อซะจนมองอะไรไมเห็น... เฮ้! คณะกรรมการเป็นโรคกลัวแสงกันรึไง! แล้วประตูกอีกบานที่ว่ามันอยู่ไหนกันล่ะ!

                “มืดเกินไปแล้ว”  ผมขมวดคิ้วก่อนจะยกมือขึ้นแล้วถอนหายใจ  “ช่วยไม่ได้แฮะ ถึงจะห้ามก็เถอะแต่มืดขนาดนี้ใครจะไปมองเห็นกันล่ะ”

                เปลวไฟสีแดงส้มลุกโชนออกมาจากฝ่ามือก่อนจะถูกกวาดส่องแสงสลัวไปมารอบข้าง ความจริงไม่ได้อยากใช้วิธีนี้เท่าไรนักแต่ในเมื่อมืดซะขนาดนี้ก็ขอซักนิดเถอะ

                ผมกวาดมือไปรอบๆก่อนจะมีเสียงดังขึ้นในความมืด  “อ่านป้ายไม่ออกรึไงว่าห้ามใช้ไฟน่ะห๊า!!”

                “!?”

                เสียงนั่นแผดร้องดังจนผมสะดุ้งเฮือกแล้วมือก็ถูกปัดทิ้งพร้อมกับไฟที่ดับลง สภาพทางเดินกลับมามืดอีกครั้ง

                “นั่นน่ะๆๆๆ เดินตรงไปข้างหน้าอีก15-16ก้าวนายก็จะเจอกำแพงแล้วก็ประตู ประตูตรงหน้านะไม่ใช่ประตูข้างๆ”  เสียงนั้นยังว่าต่อ ผมพยายามทำตามที่ได้ยินแต่ไม่ว่าจะเดินยังไงก็เซไปชนกำแพงข้างๆซะมากกว่าจะเจอจุดหมาย  “ตาทึ่มเอ้ย บอกว่าเดินไปตรงๆนายจะเอียงหาพระแสงอะไร”

                “ฉันไม่ได้มองเห็นในที่มืดนะที่จะเดินตรงได้แบบปกติน่ะ”  ผมโต้กลับไปอย่างหงุดหงิด

                “คลำทางสิ คลำทางน่ะ!”

                ผมกรอกตาไปมาแล้วเริ่มหาทางต่อ หลังจากคลำทางอยู่ซักพักผมก็เจอลูกบิดประตู ตอนนี้มองเห็นอะไรบ้างแล้วเนื่องจากตาชักจะชินกับความมืด ผมเห็นเงาตะคุ่มๆเหมือนคนใช้ผ้าคลุมร่างกายตัวเองอยู่ใกล้ๆ เสียงนั่นบอกว่าให้รอ   แปปนึงแล้วก็ตามด้วยเสียงปิดประตูซึ่งไม่รู้ว่าบานไหนก่อนจะมีเสียงที่ว่าจะพูดขึ้นมาอีกให้สัญญาณว่าผมเปิดประตูได้ ฟังจากระยะแล้วคนๆนั้นคงเข้าไปอยู่อีกห้องแล้วตะโกนผ่านประตูออกมา

                ทันทีที่แง้มประตูออก แสงสว่างจ้าก็ลอดส่องเข้ามาซะจนผมต้องยกมือขึ้นบัง ที่นี่มันอะไรกัน เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง!!

                “ไง เด็กใหม่ ห้องไหนล่ะ”  ชายสวมแว่นกรอบเหลี่ยมสีดำทัก เขานั่งอยู่หลังเคาเตอร์ไม้ขัดมัน ผมเดินเข้าไปใกล้ ยังไม่ลดมือที่บังแสงอยู่

                “219”

                “เหรอ รอแปปนะ”  เขารัวนิ้วลงบนคีย์บอร์ด  “ฮันเตอร์ เกรฟอร์?”

                ผมพยักหน้า สายตามองป้ายชื่อที่หนีบอยู่บนสูทสีน้ำเงินของชายคนนั้น  [คณะกรรมการหอพัก ‘เอลัน มัวซ์’]

                เขาลุกไปหยิบกุญแจที่แขวนอยู่เป็นแผงข้างหลังตัวเอง แล้วยื่นมันให้ผม  “นี่ของนาย ถ้ามีปัญหาอะไรให้มาติดต่อที่ห้องนี่ได้ตั้งแต่7โมงถึง2ทุ่ม ห้องน้ำอยู่ทางซ้ายมือแล้วก็ขวามือสุดของแต่ละชั้น ที่นี่ไม่อนุญาตให้เอาเตารีดหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกิน”

                ผมพยักหน้าอีกรอบ  “เอ่อ ผมมีคำถาม”

                เอลันเลิกคิ้วน้อยๆนั่นหลังกรอบแว่น  “ว่า?”

                “ข้างนอกนั่นที่ทางเดิน ใครกันเหรอ?”

                “เกวน คณะกรรมการหอ”

                “ทำไมถึงต้องอยู่ในที่มืดด้วย”

                “เกวนมีปัญหากับแสงแดด”  เอลันพูดแค่นั้นแล้วก้มหน้าทำงานต่อ เอาเถอะ ผมเองก็ไม่ได้อยากยุ่งเรื่องชาวบ้านเท่าไรนัก  “จะออกไปก็เคาะประตูด้วยล่ะ”

                ผมทำตามที่เขาบอก ตอนกลับออกมาจากห้องคณะกรรมการที่ทางเดินเดิมก็ไม่มีเสียงของ ‘ซีย่า’ ที่ว่านั้นแล้ว ผมกลับมาที่โถงใหญ่เพื่อจะขึ้นไปชั้น2ไปยังห้องพักของตัวเอง

                บันไดเป็นบันไดวนไม้มะฮอกกานีติดมุมด้านหนึ่งของโถง ที่ราวจับมีสีเข้มกว่าเล็กน้อย เงยขึ้นไปบนสุดของตัวหอพักมีกระจกวงกลมขนาดต่างกัน4-5วงเรียงสลับปล่อยให้แสงผ่านลงมาได้บ้าง ผมขึ้นบันไดไปชั้น2ก่อนจะเจอทางแยกซ้ายขวา ผมเบี่ยงตัวเล็กน้อยเมื่อมีคนเดินขึ้นบันไดมาและหยุดอยู่ข้างหลังแต่ผู้ชายคนนั้นไม่ได้มีทีท่าว่าจะเดินไปซักที ยังไม่ทันที่จะหันไปจู่ๆก็มากระซิบข้างๆหู