วันนี้อัพตอน2แล้วววว เพราะไม่มีอะไรจะมาบ่นในบล็อกTwT;;
 
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 

บทที่ 2

 

“นี่ครับ”  ผมวางจ่ายเงินให้พนักงานแล้วรับถุงกระดาษเดินออกจากร้านขายเสื้อผ้า หลังจากที่สำรวจที่ตั้งของร้านเรียบร้อยแล้วเมื่อวานตอนไปโรงอาหารวันนี้ถึงได้ฤกษ์มาซื้ออย่างที่คิดไว้วันนี้คนไม่เยอะเท่าเมื่อวาน

ผมก้มดูของในถุงกระดาษให้แน่ใจว่าได้ของกลับมาครบ เสื้อเชิ้ต สูท กางเกง

“รองเท้า”  ผมพึมพำแล้วเดินเข้าไปในร้านที่มีรองเท้าวางขายอยู่ซึ่งตั้งอยู่ข้างๆร้านที่เพิ่งออกมาเมื่อกี้ ผมเดินหาไซค์รองเท้าที่ตัวเองใส่ แต่ไม่รู้จะบุพเพสันนิวาสอะไรนักหนา ผมบังเอิญเจอยัยผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว

เธอยืนอยู่ไม่ไกลจากผมมากนัก กำลังยืนดูรองเท้าแต่ไม่มีทีท่าว่าจะซื้อ ผมถอยออกมาจากซอยนั้นแล้วก็ไปเหยียบเอาเท้าใครเข้าก็ไม่รู้..อีกแล้ว

“ขอโท...!!”

“เฮ้ แกเหยียบเท้าฉัน!”  เสียงทุ้มนั่นพูดแล้วผลักผมที่ยังพูดไม่ทันจบเกือบล้มแต่โชคดีที่ทรงตัวไว้ทัน ผมเหยียดตัวตรงเผชิญหน้ากับชายคนนั้น เขามีรูปร่างนักกีฬาแถมยังตัวสูงกว่าผมตั้งเยอะ  นัยน์ตาสีฟ้า จมูกโด่งเป็นสัน เรียวปากเป็นกระชับ ผมสีบลอนด์ทอง ดูจากใบหน้าและโหวงเฮ้งแบบที่ป้าข้างบ้านเคยบอกบวกกับหนังแนวไฮสคูลอเมริกาที่เคยดูแล้ว หมอนี่ท่าจะเป็นเจ้าปัญหากับผม

“..”  ผมเงียบและดูสถานการณ์ต่อ

ผมไม่ใช่คนที่ทำผิดแล้วไม่รับผิดชอบนะ ถ้าเขาไม่ทำตัวร้ายๆกับผม ผมก็ขอโทษไปตั้งแต่เหยียบเท้าแล้ว! ผมขอโทษแล้วด้วยซ้ำแต่เขาไม่ฟังเอง!! จะว่าผมนิสัยไม่ดีก็ได้ ผมแค่ไม่ยอมคนพรรค์นี้ แต่ผมก็ไม่เลือกที่จะโต้ตอบเช่นกัน

“รู้มั้ยว่ารองเท้าคู่นี้แพงแค่ไหน”  เขาพูดอย่างโมโหแล้วผลักผมอีก ผมได้แต่ถอยหลังในขณะที่เขาเข้ามาใกล้ตัวเรื่อยๆและผลักผมซ้ำแล้วซ้ำอีก 

“แลนซ์ พอแล้ว!”  เสียงเล็กๆดังขึ้นจากข้างหลังผม ให้ทายคงเป็นเธอคนนั้นที่ผมไม่อยากเจอหน้าแล้วก็ใช่จริงๆ  ยัยนั่นพยายามจับแขนที่ผลักผมอยู่แต่กลับถูกผลักจนเซไปเช่นกัน นั่นทำให้ผมเริ่มฉุน แต่เธอก็ไม่ยอม เดินกลับมาแล้วผลักเข้าที่อกหมอนั่น

“อย่าสร้างปัญหาได้มั้ยแลนซ์!!”  เธอตวาด 

“อย่ามายุ่งอะบิเกล!”  แล้วเขาก็ตะคอกกลับมา มือเพียงข้างเดียวของเขาผลักเธอออกไปอีกรอบคราวนี้ถึงกับลงไปกองอยู่กับพื้น แน่ล่ะ ผู้หญิงที่ไหนจะทนแรงควายๆอย่างหมอนั่นได้!!

“แล้วแกอ่ะทำไมไม่ตอบวะ!!”  แลนซ์ ผู้ชายเฮงซวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นหันมาหาผมอีกรอบ

“นายมันงี่เง่า”  ผมพูดเสียงเรียบ รู้สึกร้อนที่ฝ่ามือทั้ง2ข้าง

หมอนั่นหน้าแดงจัดอย่างโมโห ง้างมือขึ้นแล้วต่อยอย่างไม่ลังเล ผมกัดฟันแน่นเบี่ยงหน้าหลบตามแนวที่หมัดพุ่งมา

“ไอ้แลนซ์ พอเว้ย!!”

“อยากโดนเรียกผู้ปกครองรึไง!”

ผมค่อยๆหันกลับมา ถึงจะไม่โดนจังๆแต่หมัดนั่นหนักพอควร ผมเห็นพวกไทมุงและชาย2คนที่ไม่รู้มาจากไหนช่วยกันล็อคแขนคนละข้าง ทั้งที่หุ่นก็พอๆกันแต่ท่าทางแลนซ์จะแรงเยอะไม่เบาเพราะเห็นดิ้นเกือบหลุดอยู่หลายครั้ง

“มันหลบได้! ปล่อย ฉันจะต่อยมัน!!” 

“พอแล้ว!”

ผมยืนมองภาพนั้นแล้วรู้สึกเจ็บใจที่ตัวเองทำได้แค่เก็บความโกรธไว้ตอบโต้อะไรกลับไปไม่ได้ต่างจากหมอนั่นที่ปล่อยได้เต็มที่   

“ไม่เป็นไรใช่มั้ย”  ผมหันไปมองผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอถามแล้วยกมือซีดๆที่เคยตบหน้าผมขึ้นมาแล้วลูบตรงที่เฉียดหมัดของแลนซ์ ผมเบี่ยงหน้าหลบการกระทำของเธอ

“ไม่เป็นไร”

“แต่หน้าของนายร้อน”  เธอขมวดคิ้ว

ร้อนเหรอ? ผมยกมือจับหน้าตัวเองแล้วก็พบว่ามันร้อนจริงๆไม่ใช่แค่ที่มือเมื่อครู่  ผมต้องรีบกลับห้องเพราะถ้ายังอยู่ที่นี่ ผมสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คนพวกนั้นคิด

“อะบิเกล อย่าไปยุ่งกับมัน!! พวกแกปล่อยดิ๊!!!”  แลนซ์พูดขึ้นมาอย่างหึงหวง

“พอเหอะ นายมันชักจะบ้าเกินไปแล้ว”  อะบิเกลตวัดหน้ามองแล้วพูดเสียงเย็น  “โอเว่น ลูคัสช่วยพาแลนซ์ออกไปหน่อย”

“ไม่! พวกแกปล่อยเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย!”

“ไอ้แลนซ์อยู่นิ่งๆแล้วไปจากที่นี่เลย อายชิบหาย!”  1ใน2คนนั้นพูดแล้วช่วยกันลากเพื่อนเจ้าปัญหาออกไป แลนซ์มองผมอย่างคาดโทษ เขาไม่ได้พูดอะไรแค่ส่งนิ้วกลางมาให้ผมเฉยๆ

ไอ้……!!

“ทำไมนายไม่ทำอะไรเลย”

หลังจากที่3คนนั้นพ้นร้านและพวกไทมุงก็เริ่มสลายกลุ่มไป อะบิเกลก็ยิงคำถามใส่ผมเข้าแทงใจดำๆ

“ทำไมฉันต้องทำด้วย”

“ไม่กล้ารึไง”

จึ้กกกๆๆๆๆๆ ผมเจ็บกับคำนี้!!

“กล้าหรือไม่กล้า มันไม่เกี่ยวกับเธอ!”  ผมกระแทกเสียงนิดๆแล้วเดินไปแต่ถูกดึงข้อมือไว้อีก ผมพ่นลมออกจมูกแล้วหันกลับมา

“ทำไมตัวนายถึงได้ร้อนขนาดนี้ แดงด้วย”

“ปล่อย”  ผมพูดเบาๆแล้วแกะมือเล็กๆออก  “ฉันไม่ใช่คนที่เธอควรจะมายุ่งด้วยหรอกนะ”

“ทำไม?”

ผมไม่ตอบแต่เดินตรงไปหยิบรองเท้าไซค์ขนาดพอดีที่ตั้งอยู่ใกล้ๆแล้วเดินไปจ่ายเงิน พนักงานที่เคาเตอร์มองหน้าผมแบบหวั่นๆกับเรื่องที่เพิ่งเกิดเมื่อครู่ หวังว่าผมคงไม่ต้องมาที่นี่อีกซักระยะ

หมดกันความตั้งใจที่ว่าจะอยู่ที่นี่อย่างสงบสุข!!

 

ครืดดดด

ไม้แขวนครูดไปกับราวเหล็กเมื่อผมจับมันเลื่อนจัดตำแหน่งไปมา เสื้อนักเรียนและกางเกงถูกแขวนไว้ เนคไทสีเข้มวางอยู่ในจุดที่ใกล้กันและจำเป็นตำแหน่งประจำของมัน รองเท้าสีดำเงาวางอยู่ใกล้ประตูรวมกับรองเท้าคู่อื่นที่ผมเอามาด้วย

‘ล้างหน้าซักหน่อยดีกว่า’  ผมคิดแล้วโยนโทรศัพท์ไว้บนเตียงจะเดินไปห้องน้ำ แต่พอเปิดประตูก็เจอกับอเล็กซ์ที่กำลังจะเคาะประตูห้องพอดี

“ว่าจะเรียกเลย”  เขาพูดยิ้มๆ

“เห็นก็รู้แล้วครับ”

“เป็นอะไรทำไมทำหน้าแบบนั้น ไม่สบาย? แล้วนี่จะไปไหน”  อเล็กซ์ปล่อยคำถามรัวใส่แบบไม่มีโอกาสให้ผมได้ตอบ เขายกมือข้างนึงแตะหน้าผากตัวเองอีกข้างแตะหน้าผากผมแล้วต้องผงะ  “เฮ้ย ทำไมตัวร้อนแบบนี้!”

“ผมกำลังจะไปห้องน้ำ รุ่นพี่มีอะไรรึเปล่า รออยู่ในห้องแปปนะครับเดี๋ยวมา”  ผมตอบแล้วแทรกตัวเดินออกไป ตัวผมในตอนนี้ขุ่นมั่วเกินกว่าจะเจอหน้าใส่ ตอนนี้ผมอยากล้างหน้าที่สุด เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง

ซ่า....

ผมปิดก็อกน้ำและเงยหน้ามองตัวเองในกระจก ไม่ใช่หน้าแค่ร้อนอย่างเดียว แต่มีแดงจางๆอีกด้วยเหมือนที่อะบิเกลพูดไว้ ทั้งคอและแขนก็แดงจางๆเหมือนกัน ผมรู้ตัวว่าตัวเองโกรธจัดกับภาพที่เห็นเมื่อกี้ ไม่คิดเลยว่าผู้ชายคนนั้นจะถึงกับลงไม้ลงมือกับผู้หญิงตัวเล็กๆ ให้เดาว่าคงรู้จักกันดีเพราะไม่งั้นคงไม่กล้าขึ้นเสียงใส่แบบนั้น อะบิเกลก็ดูหัวแข็ง แลนซ์เองก็ดูหัวรุนแรง ถ้า2คนนั้นเป็นแฟนกันคงตีกันตาย.. แต่ผมว่าความสัมพันธ์คงเป็นแบบนั้นแหละ

ผมวางมือขวาบนอ่างล้างหน้ากระเบื้องสีขาวก่อนที่มันจะเริ่มยุบลงไปเพราะละลาย ละลายกับความร้อนจากมือผม ผมรีบชักมือกลับทันทีแล้วพยายามทำให้อารมณ์ตัวเองนิ่งที่สุด เอาล่ะ ช่วงเวลาที่ห้ามแตะต้องอะไรมาอีกแล้ว.. แย่เลยทีนี้..

ผมกลับมาที่หน้าห้องของตัวเอง สายตาเพ่งมองลูกบิดประตูแล้วถอนหายใจออกมา เปิดประตูก็ไม่ได้.. อยาก..จะร้องไห้..

“รุ่นพี่ เปิดประตูให้หน่อย”  ผมตะโกนเมื่อนึกได้ว่ามีคนอยู่ในห้อง อเล็กซ์เปิดประตูหน้าทำหน้างงๆ

“โห ออร่าร้อนออกเลยนะเนี่ย ฮ่าๆๆๆๆ”  เขาหัวเราะพลางมองตอนผมเดินไปนั่งที่เตียงโดยที่มือไม่แตะต้องอะไรเลยส่วนเจ้าตัวนั่งลงบนเก้าอี้ของโต๊ะผม  “ไหนๆ บอกมาสิว่าเกิดอะไรขึ้น”

“มีเรื่องนิดหน่อยที่ร้านขายรองเท้า”  ผมพูดไปตามจริง

“นายเนี่ยนะ กับใคร?”

“คนที่ชื่อแลนซ์”

อเล็กซ์ฟังแล้วตาโตตีความหมายออกมาได้ประมาณว่า ‘มันเป็นอะไรที่เหลือเชื่อมากๆ’ ทำเอาผมขมวดคิ้ว 

“ทำไมทำหน้าแบบนั้น” 

“นายไปมีเรื่องกับหัวโจกของโรงเรียนแล้วล่ะ”  เขาพูดอย่างอารมณ์ดีแล้วยิ้มออกมา  “นายเจ๋งกว่าที่คิดแฮะ”

“ไม่รู้สึกดีใจเลยครับ”

“แล้วนายไปทำอะไรมาล่ะ”

“เหยียบเท้า”  ผมตอบ ไม่รู้ทำไมถึงได้โชคร้ายเหยียบเท้าคนตั้ง2ครั้งทั้งที่เพิ่งจะเริ่มต้นได้แปปเดียว แถม2คนนั้นก็รู้จักกันอีก

“ฮึๆๆๆๆ ซวยจังนะ”

“เห็นรุ่นพี่พูดไปยิ้มไปแบบนั้นไม่รู้สึกว่ารุ่นพี่จะเห็นใจผมซักนิด”

อเล็กซ์ไม่ตอบ แค่ยิ้มเหมือนอย่างเคย 

“ทำไมรุ่นพี่ถึงมาเรียนที่นี่”  ผมถาม ผู้ชายคนนั้นยังคงยิ้ม

“แล้วนายล่ะ”

“เฮ้ ผมถามก่อนนะ”

ร่างโปรงฉีกยิ้มกว้างจากเมื่อครู่ เขาเก้าอี้ที่คู่กับโต๊ะของรูมเมท ซักพักมันก็เริ่มสั่นแล้วครูดพื้นเคลื่อนมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม ผมตกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ขับตัวหนีไปไหน อเล็กซ์มองโทรศัพท์ข้างๆตัวผม จู่ๆมันก็ลอยขึ้นเหนือที่นอนไปอยู่ในมือของเขา

“นั่น..โพลเตอร์ไกสท์เหรอครับ” 

แล้วปากกาก็พุ่งเข้ามาปักหัวผม..

“เรียกว่าไซโคพอร์เทชั่นดีกว่า”  อเล็กซ์กระตุกยิ้ม

ผมพยักหน้า อเล็กซ์คงสะดวกจะให้เรียกแบบนั้นมากกว่า เท่าที่ผมรู้ไซโคพอร์เทชั่นเป็นพลังจิตประเภทเคลื่อนย้ายสิ่งของไปยังเป้าหมายที่ต้องการ เช่นหัวของผมเป็นต้น มันก็ไม่ค่อยต่างจากโพลเตอร์ไกสท์เท่าไรนักเพียงแต่คำนั้นมักจะได้ยินมาใกล้ๆกับคำว่าผีมากกว่า

“แล้วนายล่ะ”

“ตระกูลของผมโดนคำสาป” 

“โอ้ คำสาปเหรอ หาได้ยากนะนั่น”  อเล็กซ์พูดอย่างสนใจ ผมยักไหล่นิดๆ

“ตอนนี้ผมจับอะไรไม่ได้ ไม่งั้นจะละลายหมด”

“มิน่าล่ะถึงให้ไปเปิดประตู”  รุ่นพี่ยังหัวเราะ ผมไม่ได้ว่าอะไรเพราะตอนนี้เบาๆลงแล้ว

“แม่กับยายจัดการเรื่องที่ให้ผมมาเรียนที่นี่ เพราะโรงเรียนนี้ไม่เหมือนที่อื่น ยายก็จบจากที่นี่ ผมเป็นเหมือนยายมีคำสาปติดตัว ถ้าควบคุมไม่ได้ก็จะเผาทุกอย่าง”  ผมพูดยิ้มๆ  “ตั้งแต่เกิดมามีแต่จะทำลายทั้งนั้น ผมเกลียดคำสาปนี่”

อเล็กซ์เดินมานั่งข้างๆ ผลักหัวผมเบาๆแล้วดึงมือกลับนั่งกุมแบบเนียนๆราวกับไม่อยากให้เห็น ผมรู้ว่าหัวผมไม่ได้หายร้อนซะทีเดียวเขาถึงได้มีอาการร้อนแบบนั้นบ้าง

“ที่แท้ก็ปัญหาเกลียดความสามารถตัวเอง” 

ผมจ้องเข้าไปในนัยน์ตาสีม่วงเข้มนั่น

“เรื่องแบบนี้เจอออกจะบ่อย”  เขายิ้มกว้างจนตาหยี่  ใบหน้านั้นน่ารักชะมัด  “แต่เชื่อมั้ย ถ้านายเข้าใจในความสามารถของตัวเอง นายจะไม่รู้สึกเกลียดมันเลย”

“รุ่นพี่จะเข้าใจอะไรผม..”

“ทำไมจะไม่เข้าใจ แบบนายฉันก็เคยเป็นมาแล้ว”

ผมมองอย่างไม่อยากจะเชื่อ  “รุ่นพี่เนี่ยนะ”

“ไซโคพอร์เทชั่นเนี่ย กว่าจะควบคุมได้ ฉันก็เผลอทำร้ายคนรอบข้างไปซะแล้ว”

“เหรอ..”  ผมรู้สึกห่อเหี่ยวอีกครั้งพอได้ยินเรื่องแบบนั้น เขายกมือมาแตะๆหัวผมครั้งสองครั้งก่อนจะจับแล้วโยกไปโยกมา

“ฉันเชื่อว่านายจะผ่านมันไปได้”

“ยังไงมันก็อยู่ในหัวผมตลอด ผมไม่คิดว่าจะลืมมันได้หรอก”

“นายมีเรื่องอะไรล่ะ”  รุ่นพี่ถามมาตรงๆ ผมมองเขาเล็กน้อยและเลือกที่จะส่ายหน้าแทนที่จะตอบคำถามนั้น ผม..ไม่อยากพูดถึงมัน พอเห็นว่าผมไม่ตอบเขาก็ไม่ว่าอะไร  “เอาเถอะ แล้วแต่นายละกัน ไม่อยากบังคับน้องหรอกนะ”

ผมรู้สึกดีขึ้นมาบ้างที่ได้ระบายเรื่องนี้กับใครบางคนแม้ว่าจะไม่เล่าหมดก็ตาม เรื่องที่มันคาอยู่ในหัวของผมมันก็ผ่านมา6ปีแล้ว แต่ผมลืมไม่ลงมันเป็นความรู้สึกผิดที่ผมเกือบทำลายชีวิตใครบางคน

“หัวเย็นลงแล้วนะ”

ผมยกมือจับหน้าผากตัวเอง ไม่ร้อนแล้วจริงด้วย ถึงว่าสิตะกี้ถึงได้สบายๆเลย

“คำสาปของนายเป็นไฟสินะ ฉันเคยได้ยินมาอยู่”

ผมพยักหน้าเบาๆ

“มีคนที่เป็นแบบนาย นายไม่แปลกแยกหรอก”

“ฮึๆ ถึงผมแปลก ก็ไม่รู้แย่ไปมากกว่านี้แล้วล่ะ”  ผมแค่นยิ้มออกมา คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้วจริงๆนั่นแหละ

“ทุกอย่างไม่ได้เลวร้ายอย่างที่นายคิดหรอก เลิกจมตัวเองไว้กับอดีตได้แล้วไอ้น้อง”

ผมเพิ่งเห็นหน้าของเขาตอนที่พูดเรื่องนี้ สีหน้านั้นดูแย่ไม่ต่างจากผมเลยซักนิด แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยปากถามอเล็กซ์ก็พาเข้าเรื่องอื่นซะก่อน

“นายกินข้าวรึยัง”

“กินขนมปังไปแล้วครับ ผมไปเซเว่นก่อนจะไปซื้อของ”  ผมว่าแล้วเอียงคอนิดๆ  “รุ่นพี่ล่ะ”

“กินแล้วเหมือนกัน”

แล้วรุ่นพี่จะถามทำไมครับ นึกว่าจะชวน ถึงจะกินขนมปังไปแล้วแต่ผมก็กินข้าวได้อีกนะ ผมสามารถ

“แล้วตกลงเรื่องรูมเมทนายล่ะ”  อเล็กซ์ถามขึ้นมา

“อ่า มีคนจากคณะกรรมการมาตรวจห้องหลังจากที่รุ่นพี่ออกไปแล้ว เขาบอกว่ารูมเมทผมย้ายหอไปแล้ว”

“สงสัยเขาจะกลัวนาย”

“ไม่ใช่ซะหน่อย เขาไม่ได้มาที่ห้องด้วยซ้ำ”

ผมนั่งมองอเล็กซ์ที่นั่งหัวเราะเบาๆ

 

พระอาทิตย์ลับฟ้าไปแล้วตอนนี้ก็ราวๆ2ทุ่ม ผมออกมาเดินเล่นแถวลานกว้างที่เป็นทางเข้าโรงเรียน แสงไฟสว่างตัดกับสีท้องฟ้ายามค่ำจากหอพัก2ข้างที่ขนาบลานกว้างทำให้รู้สึกเหมือนเห็นเมืองเมื่อตอนยังอยู่ที่บ้าน

อเล็กซ์กลับห้องไปหลังจากที่มีคนมาตาม เป็นชายรูปร่างสูงกว่าอเล็กซ์ ผิวสีแทน ผมสั้นสีดำ ขณะที่ผมกำลังสงสัยว่าใคร อเล็กซ์ก็ได้แนะนำให้รู้จักกับคาเมรอน เทเลอร์ รูมเมทของตน คาเมรอนมองผมด้วยสายตานิ่งๆแล้วดึงอเล็กซ์กลับห้องไป

แกรกๆ

ก้อนหินกระเด็นไปตามแรงเตะแต่ไม่แรงนัก ผมก้มหน้าเดินซุกมือลงในกระเป๋ากางเกงเพราะอากาศเริ่มเย็น

ใบหน้าของอเล็กซ์ยังอยู่ในหัว ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้เขาต้องพูดออกมาด้วยสีหน้าเจ็บปวดแบบนั้นแล้วก็ไม่อยากเชื่อด้วยว่าคนร่าเริงอย่างรุ่นพี่จะเคยมีปัญหาแบบที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้ จะว่าไงดีล่ะ นิสัยของเขาที่แสดงออกมาเหมือนไม่เคยมีเรื่องแบบนั้นอยู่ในความทรงจำเลยน่ะสิ

ก้อนหินก้อนเดิมถูกเตะซ้ำ มันกลิ้งไปสะดุดกับเท้าของใครบางคน ผมเงยหน้าสบตากับคนๆนึง เราตัวสูงพอๆกัน เขาเลิกฮู้ดสีดำขึ้น แสงจากเสาไฟส่องลงมาถึงจะไม่ได้สว่างมากนักแต่ก็ทำให้เห็นผิวสีซีดไร้เลือดก

“นายมาทำอะไรตรงนี้”  เขาถามแล้วยิ้มออกมา เสียงนั้นช่างคุ้นหูซะจริง  “เลิกจุดไฟเพ่นพ่านแล้วเหรอ”

ประโยคหลังทำให้ผมปิ๊งออกทันที  “อ่อ..นาย เกวน?” 

“รู้ชื่อฉันด้วยเหรอ ถามเอลันมาล่ะสิ”

“แล้วนายมาทำอะไร”  ผมถามกลับไป เกวนยิ้มออกมาบางๆ

“แค่ตอนกลางคืนเท่านั้นที่ฉันจะออกมาได้”  เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าสีดำ  “นายเชื่อรึเปล่า ฉันเป็นแวมไพร์แหละ”

“ไม่ล่ะ”  ผมตอบแบบไม่ต้องคิด เกวนหน้ายู้

“ทำไมล่ะ”

“ขอบตานายไม่คล้ำ”

“ใครสอนนายว่าแวมไพร์ต้องขอบตาดำ”

“แล้วปกตินายดูดเลือดเวลาไหนถ้าไม่ใช่ตอนกลางคืน ปกติแวมไพร์หากินตอนกลางคืนแล้วนอนกลางวันเพราะงั้นตาต้องคล้ำสิ อีกอย่างเมื่อวานตอนบ่ายนายไม่ได้นอน แล้วมื้อเย็นตะกี้ฉันก็กินกระเทียมมาด้วยถ้านายเป็นแวมไพร์จริงนายคงทนคุยกับฉันไม่ได้”

เกวนทำหน้าเอือยเหมือนป่วยการเมืองเมื่อผมพูดจบ เขาส่ายหน้า

                “พอล่ะๆ นายนี่น่าเกลียดชะมัด มีใครเขาบอกมาเองบ้างว่ากินกระเทียมมา”  เขาพูด  “ฉันไม่ได้เป็นแวมไพร์ ฉันแพ้แดด”

                ผมเลิกคิ้ว มิน่าล่ะถึงได้อยู่แต่ที่มืดๆแล้วก็ปัดมือผมไปทั้งอย่างนั้น  “แพ้แดดของนายรุนแรงขนาดห้ามโดนแสงเลยเหรอ”

                “ความจริงก็ไม่หรอก ฉันแค่ตกใจเวลาเห็นแสงวาบขึ้นมา”

                “ถึงได้ปัดมือฉันสินะ”

เกวนตาโตเหมือนเพิ่งนึกออก  “จริงด้วย ฉันเห็นนายจุดไฟได้ นายเป็นพวกพิโรคิเนซิสเหรอ”

ผมเผลอขมวดคิ้ว  “เปล่าหรอก ไม่ใช่”

“ก็ฉันเห็น” 

“..”

พิโรคิเนซิสเหรอ ผมไม่ได้อยู่ในสายพลังจิตซักหน่อย

“ช่างเถอะ”  เกวนพูดลอยๆเมื่อเห็นผมไม่ตอบ  “จะ3ทุ่มแล้ว นายต้องกลับหอก่อน4ทุ่ม รู้ใช่มั้ย”

ผมพยักหน้า กฏของหอพักที่นี่คือให้เข้าหอก่อน4ทุ่มถ้าเข้าหลังจะต้องเซ็นชื่อและโดนเรียกไปรายงานพฤติกรรม  ปกติหากไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆไม่ค่อยมีคนเข้าหลัง4ทุ่มอยู่แล้ว เว้นแต่ว่าทำงานพิเศษหรือช่วงกิจกรรมของโรงเรียน

“แต่ถ้านายอยากเดินเตร่ไปเตร่มาในเวลากลางคืนก็ต้องไปเข้าหน่วยตระเวนตรวจตรา”

“??”

“ตามชื่อเลย เดินตรวจความเรียบร้อยแถวหอพักไปจนถึงเขตอาคารเรียนตอนกลางคืน มีไม่กี่คนหรอกที่จะกลางเดินในรั้วโรงเรียนตอนดึกๆ นายก็รู้ฉันหมายถึงอะไร”

‘ผี’ แน่นอนที่เกวนพูดถึง นั่นสินะ โรงเรียนปกติก็มีเรื่องพวกนี้ให้เล่ากันขนลุกพออยู่แล้ว ยิ่งโรงเรียนนี้ไม่ค่อยธรรมดาเหมือนที่อื่นๆซะด้วย ถ้าจะมีของแบบนี้นับว่าไม่แปลกใจเลย

“ทุกคนเรียกพวกหน่วยนี้ว่าพวกชุดคลุมสีดำตามสีเสื้อของพวกเขา ฉันเองก็อยู่หน่วยนี้เหมือนกัน”

“งั้นเหรอ” 

“แน่นอน กลางวันฉันได้แต่นั่งอับเฉาอยู่ในห้องมืดๆ กลางคืนก็ต้องออกมาเดินเล่นบ้างสิ”

นั่นสิ ผมไม่แปลกใจเลยเพราะถ้าผมแพ้แดด ผมก็คงคิดแบบนั้น

“สนใจมั้ย เรารับทุกคนแหละ”

ผมส่ายหน้า ไม่เอาล่ะ ไม่เอาเด็กขาด  “ขออยู่ในห้องดีกว่า”

“ตามใจ ฉันไปล่ะ เพื่อนในหน่วยมากันแล้ว”

บทสนทนาของเราจบเพียงเท่านั้น เกวนยกฮู้ดขึ้นปิดหน้าเหมือนเดิม ผมหันหลังกลับห้องไปอย่างที่ควรจะทำ

 

ถึงอากาศข้างนอกจะเย็นถึงขนาดต้องเอามือซุกกระเป๋า แต่ในห้องกลับไม่ได้เย็นเหมือนข้างนอกเลยซักนิด ผมเดินไปเปิดหน้าต่างแล้วลากเก้าอี้มานั่ง ชีวิตนี้ต้องหลีกเลี่ยงอากาศร้อนอบอ้าวให้ได้มากที่สุด ผมไม่อยากกลับไปอยู่ในสภาพมือห้ามโดนอะไรเลยแบบนั้นอีก

ลมเย็นตีเข้าหน้า ผมมองอะไรเรื่อยเปื่อยก่อนจะไปสะดุดกับอะไรเข้า มันเกาะอยู่ที่กำแพงของหอพัก1พอมองดีๆแล้วก็พบว่ามันเป็นคน คนกำลังปีนกำแพง ซึ่งผมเห็นได้ถนัดตาเลยเพราะอยู่ระดับสายตาพอดี

“ทำอะไรน่ะ”  ผมขมวดคิ้ว สายตามองการกระทำของไอ้บ้าที่เกาะหนึบเป็นจิ้งจก ถัดขึ้นไปชั้นนึงมีห้องๆนึงเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ ดูแล้วเขาคงกำลังจะปีนขึ้นไปที่ห้องนั้นแน่ๆ

แน่นอนว่าผมไม่คิดจะชวนเขาคุยแต่อย่างใด ยังคงนั่งมองการปีนป่ายนั่นอยู่เงียบๆ เขาก้าวขาเหยียบอิฐที่ปูนออกมาเล็กน้อยแล้วดันตัวขึ้นไปทีละนิดก่อนจะครูดลงมาเพราะอิฐก้อนนั้นแตก เศษที่แตกกระจายตกลงมาที่พื้น

ผมที่เป็นแค่คนดูยังหวาดเสียวแทนเลย.. ถึงจะแค่ชั้น2ก็เถอะ แต่ตกลงไปคงจะเจ็บไม่น้อย

“นี่”  อยู่ดีเสียงทักก็ดังขึ้น ผมสะดุ้งนิดๆ ไม่คิดว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นคนพูด แต่นอกจากเขาแล้วแถวนี้ก็ไม่มีใคร  “นายจะไม่บอกใครใช่มั้ย”

เขาพูดแล้วหันมายิ้มกว้างให้ ผมชะงัก หันซ้ายหันขวามองห้องข้างๆ

“พูดกับนายนั่นแหละ ไม่ต้องมองทางอื่นหรอก” 

เสียงนั้นย้ำกลับมาอีกที ผมมองหน้านิ่ง

“คงไม่”  ที่จริงก็ไม่อยู่แล้ว ไม่คิดจะมีเอี่ยวกับคนแปลกๆแบบนายอยู่แล้ว!

“ฮึ ไม่ก็ไม่สิ ตอบให้มันมั่นใจหน่อย”  เขาพูดน้ำเสียงจุกๆในลำคอเหมือนแบกอะไรบางอย่างอยู่ แน่นอน เขาแบกน้ำหนักตัวเองไง

ผมย่นจมูก เขาพูดเหมือนผมไม่มีความั่นใจในตัวเองอะไรทำนองนั้น  “เรื่องของฉัน”

“นายชื่ออะไร”

“ปีนไปให้ถึงห้องตัวเองก่อนดีมั้ยแล้วค่อยคุย”  ผมตอบกลับไป เขาหันมายิ้มอีกรอบ เป็นรอยยิ้มที่ดูมั่นใจซะจนผมล่ะอยากเอาอะไรขว้างไปให้ร่วงจริงๆ

“ฉันชื่อรอยด์ คาเตอร์”

ผมไม่ได้สนใจอะไรเขานัก ปล่อยให้เขาปีนขึ้นไป

“เฮ้ยลูคัส อยู่ยังไงลืมเอาตะเกียงมาว่ะ”

“!!!”

 +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ฝากในเด็กดีด้วยฮะ เพิ่งสมัครเพิ่งลง

http://my.dek-d.com/gilberlez/writer/view.php?id=1071094

แถมไปกับอิกิลโกรธ  ลองทำดู  

ฮ่าๆๆๆๆๆ เที่ยงครึ่งแล้วกินข้าวกันด้วยนะครับบบ

...................................................................................

ช่วงโต้ตอบกับคอมเม้น <3

ตอบคุณ Sorairo Aoi จากเอนทรี่ที่แล้ว

i know. what you mean  hahahahaha

ตอบคุณ X burn จากเอนทรี่ที่แล้ว

ฮ่าๆๆๆๆ ขอบใจจ้าาา

Comment

Comment:

Tweet

แนะนำเลย ลองวาดรูปแทรกไว้ระหว่างเนื้อเรื่อง จะน่าติดตามขึ้นนะbig smile
สวัสดีปีใหม่ Pony gilberconfused smile ปีนี้จะเป็นปีที่ดีของคุณนะ
มีความสุข และสุขภาพดี มีตังค์เข้าเสมอนะ! Hot! Hot!

#2 By yo on 2014-01-02 12:18

บร๊ะ! ภาษาปะกิดฉับเพ้กกก! (สำเนียงใต้)
ฮ่าๆๆๆๆๆ
I know , you no way forget about it  confused smile confused smile

#1 By Sorairo Aoi on 2013-12-23 12:37